Category Archives: รีวิวหนังประวัติศาสตร์

รีวิว ไททานิค หนึ่งในภาพยนต์ที่ดีที่สุดตลอดกาล

แจ็คกับโรส
สวัสดีครับทุกคนวันนี้เราจะมารีวิว หนังประวัติศาสตร์ ที่อิงจากเรื่องจริงเรื่อง ไททานิค โดยภาพยนตร์เรื่อง TITANIC เรียกได้ว่าเป็นภาพยนตร์ชื่อดัง ที่เกี่ยวกับเรื่องราวความรักที่แสนจะโรแมนติก ระหว่างแจ็คกับโรส เชื่อว่าใครหลายๆคนที่ชอบดูหนังหรือชอบอ่านประวัติศาสตร์ หรือแม้แต่นักเรียนทั่วไป ก็อาจจะได้ยินมาบ้างไม่ว่าจะเป็นผ่านหนังสือ หรือเป็นหนังที่ยอดเยี่ยมตลอดกาล

ภาพยนตร์เรื่องนี้นั้นกำกับโดยผู้กำกับมากฝีมืออย่าง เจมส์คาเมรอน ที่สร้างหนังมาอย่างมากมาย โดยเจมส์นั้นสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ประวัติศาสตร์เรื่องจริงที่เหลือขนาดใหญ่ Rms ไททานิค เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงโดยการพุ่งชนภูเขาน้ำแข็ง ในวันที่ 14 เมษายน คริสตศักราช 1912 ในช่วงเวลาค่ำ และเรือก็ได้อับปางในเวลาต่อมา

มันเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากมายนับไม่ถ้วน เขาจึงได้หยิบยกเหตุการณ์ในครั้งนั้นมา แล้วได้เขียนเรื่องราวความรักของชายหญิงคู่หนึ่ง ที่ลงไปเปลี่ยนชะตากรรมชีวิตในครั้งนั้น ให้เป็นความรักที่แสนจะโรแมนติกที่น่าจดจำและกล่าวกันจนถึงทุกวันนี้

เนื้อเรื่องย่อภาพยนตร์เรื่อง ไททานิค ไม่มีสปอย

รีวิว Titanic หลังได้เปิดเรื่องขึ้นมาที่ยุคปัจจุบัน ที่มีกลุ่มคนมากมายต้องการที่จะตามหาเพชรเม็ดหนึ่ง แล้วเชื่อว่ามีมูลค่ามหาศาล พวกเขานั้นจึงได้นำน้ำลงไปใต้มหาสมุทรที่ได้พบกับซากเรือไททานิค และหนึ่งในนั้นเป็นตู้เซฟที่บรรจุรูปวาดของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่มีหน้าตาสวยงามมากๆนอนเปลือยทั้งตัวไม่ใส่เสื้อผ้า พร้อมกับแขวนสร้อยที่พวกเขานั้นกำลังตามหาอยู่ และเมื่อเรื่องราวเหตุการณ์นี้ได้ถูกเผยแพร่ถ่ายทอดทางทีวี จึงทำให้โน๊ตนั้นที่เป็นหญิงชราวัย 84 ปี เป็นคนเดียวกับหญิงสาวในภาพวาดนั้น แล้วเธอเป็นเจ้าของสร้อยเส้นดังกล่าวได้เดินทางไปยังกลางทะเล สถานที่ที่นักล่าสมบัติต้องการจะปฏิบัติการกันอยู่ และได้เล่าเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆในอดีตให้พวกเขาได้ฟังกัน และเรื่องราวทั้งหมดของภาพยนตร์เรื่องนี้จะเริ่มขึ้นโดยการเล่าของโรสนั่นเอง

รู้แค่นั้นว่าในปี ค.ศ 1912 มีเรือไททานิคที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเรือสำราญที่สร้างขึ้นใหม่ ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในตอนนั้น ได้มีการกำหนดในการออกทะเลเป็นครั้งแรก โดยจะนั่งผ่านน่านน้ำทะเลมหาสมุทรจากสหราชอาณาจักร ไปยังจุดหมายปลายทางที่นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา และแจ็คนั้นเป็นชายหนุ่มรูปหล่อผู้โชคดี ที่เขานั้นได้เล่นการพนันชนะและได้รับรางวัลล้ำค่าคือ เป็นตัวที่เขานั้นจะได้ขึ้นเรือไททานิค เป็นจำนวน 2 ใบ เขาจึงได้ขึ้นเรือลำนั้นไปพร้อมกันเพื่อนของเขา

ซึ่งหลังจากที่ขึ้นไปอยู่บนเรือแล้ว แจ้งชายหนุ่มรูปงาม ได้พบกับหญิงสาวหน้าตาสวยพรุ่งนี้ฐานะสูงศักดิ์ ที่ชื่อโรส แจกหนังจึงตัดสินใจที่จะเดินเข้าไปคุยและได้พูดให้เธอแล้วสบายใจขึ้นบ้าง หญิงสาวคนนั้นเธอจึงยอมที่จะเดินกลับห้องมารายการพบกันในเหตุการณ์ไม่คาดคิดเช่นนั้นทำให้ชีวิตของเขาทั้งคู่เปลี่ยนไปตลอดกาล ด้วยความรักของพวกเขานั้นจะเป็นอย่างไร นับต่อจากนี้ อยากให้ทุกคนนั่งคอยไปติดตามกันต่อได้ที่ netflix แต่น่าเสียดายที่ใน netflix นั้นจะไม่มีพากย์ไทยนะครับ แต่ส่วนตัวผมดูเป็นสัตว์อะไรก็สนุกเหมือนกันและเข้าถึงอารมณ์ได้อย่างดีเลยทีเดียว

ไททานิค

ความรู้สึกหลังจากที่ดูภาพยนตร์ TITANIC

ถ้าถามว่า Titanic สนุกมั้ย เอาง่ายๆ นึกได้ว่าเป็นรอบที่ 3 แล้ว ที่ผมดูภาพยนตร์เรื่องนี้ซ้ำ ถึงแม้จะรู้ถึงเหตุการณ์และเรื่องราวต่างๆในแต่ละช่วงหมดแล้ว แต่ขอพูดไว้ตรงๆเลยว่าทุกครั้งที่ดู ยังรู้สึกอินกับความรักของแจ็คกับโรสอยู่ดี ถึงแม้จะเป็นแค่เพียงช่วงเวลาสั้นๆเพียงเท่านั้น แต่ไม่น่าเชื่อว่าตัวหนังทำให้เรานั้นได้เห็นถึงพลังความรักที่โคตรจะโรแมนติก และทำให้เรานั้นเข้าไปอยู่ในเรื่องนั้นได้อย่างไม่ต้องสงสัย

โดยสิ่งหนึ่งที่ภาพยนตร์นั้นสื่อให้เราอย่างเห็นได้ชัดคือ ความเหมาะสมกับความรักนั้น เรียกได้ว่าเป็นคนละเรื่องกัน ของนางเอกกับพระเอกซึ่งมีเคมีที่ต่างกันอย่างสุดขั้วเรากับฟ้ากับดิน สิ่งเหล่านี้มันเป็นปัญหาที่พบเจอกันได้บ่อยและอาจจะเห็นกันจนชินตาทั้งในยุคปัจจุบันหรือแม้แต่ยุคอดีต ซึ่งแน่นอนว่าทั้งคู่นั้นจะต้องถูกเลี้ยงและถูกสั่งสอนมาในสังคมที่แตกต่างกันอีกต่างหาก ทั้งทัศนคติและความคิดย่อมต่างกันแน่นอน และที่สำคัญคือครอบครัวของทั้งคู่นั้นจะต้องไม่เห็นด้วยกับจุดนี้และยอมรับยาก โดยเนื้อเรื่องนั้นจะทำให้เราอินไปกับพระเอกและนางเอก พร้อมกับให้เรานั้นเชียร์ให้เขานั้นผ่านกันไปด้วยดี

ฉากที่ทำให้รู้สึกปลื้มมากที่สุดในเรื่องนี้ มันดันไม่ใช่ฉากที่แจ็คกับโรสนั้นยืนกางแขน เหมือนไม้กางเขนตู้บริเวณหัวเรือ หรือเป็นฉากที่น่าสลดใจในตอนท้าย แต่มันดันเป็นฉากที่พระเอกวาดรูปภาพเปลือยของนางเอก มันทำให้คนดูอย่างเรานั้นรู้สึกว่าฉากที่สวยมานั้นเป็นช่วงเวลาที่ทำให้รู้ซึ้งถึงความสัมพันธ์ ของทั้งคู่ เมื่อทำคู่นั้นต่างไว้วางใจและสนิทสนมกันมากกว่าเดิมเพียงใด

พอเอาเข้าจริงๆเรื่องราวของทั้งคู่นั้นเป็นรักที่มันเกิดขึ้นเร็วมาก คำว่าเร็วมากมันเพียงแค่ไม่กี่วันเท่านั้นนะ ซึ่งในเรื่องในก่อนหน้าจะเป็นแค่การเล่าเรื่องราวของตัวละคร ว่าแต่ละคนนั้นเป็นใครแล้วมาจากไหน แล้วมาทำความรู้จักกันได้ยังไง เท่านั้น

แต่เนื้อเรื่องหลังจากนี้จะเป็นเรื่องของความรักของทั้งคู่ ที่ค่อยๆพัฒนาความสัมพันธ์ขึ้นไปเรื่อยๆ จากแค่ประทับใจจนกลายเป็น รู้สึกชอบ และอันสุดท้ายเปลี่ยนเป็นความรักที่แสนจะอบอุ่น

ไหนๆก็พูดถึงความรู้สึกที่ดูภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว ขอพูดถึงเรื่องเพลงกันบ้างแล้วกัน นึกว่าเป็น 1 ผลงานเพลงประกอบที่ได้รับรางวัลมากมาย ไม่แพ้กับภาพยนตร์เลยทีเดียว อย่างเพลง My Heart Will Go On มันเป็นเพลงที่ประกอบทำให้เรานั้นอินได้กับอารมณ์ของภาพยนตร์ได้อย่างสุดยอดจริงๆ ทั้งเพลงประกอบทั้งการดำเนินเรื่องที่น่ามหัศจรรย์ อีกทางยังคัดเลือกนักแสดงได้ดีจริงๆ นางเอกก็สวย พระเอก

ก็หล่อ เรียกได้ว่าเป็นภาพจำของข้าหลายๆคนเลยมันถึงเป็นผลงานที่ดีตลอดกาลเลยในบันดาลหนังช่วงนั้น

ไททานิค

จุดเด่นของภาพยนตร์ TITANIC 1997 ที่ทำให้เป็นภาพยนตร์ที่ดีที่สุดตลอดกาล

พูดไว้ตรงนี้ก่อนเลยว่านี่เป็นสิ่งที่รับรู้และรู้สึกได้ จากการที่ดูหนังเรื่องนี้ของตัวผู้เขียนเอง น้าจะมาเล่าให้ฟังแบบไม่อวยและความรู้สึกจริงๆที่ได้ดูเรียกได้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่ผมนั้นมีโอกาสได้ดูตั้งแต่สมัยที่เรานั้นมันเป็นเพียงแค่เด็กตัวเล็ก จำได้เลยว่า หนังเรื่องนี้นั้นดังมากนะพ่อเป็นคนเปิดให้ดู เรียกได้ว่าประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ดูเลยก็ว่าได้ถึงตอนนั้นจะเป็นแค่เด็ก นั่นคือครั้งแรกของผม แล้วต่อมาก็มาดูซ้ำอีกตอนช่วงเรียนม. ต้น และที่มาดูกันถี่ๆ คือหลังจากที่เรียนจบ ย้อนกลับมาดูอีกถึง 3 รอบ อย่างที่บอกไปข้างต้น ซึ่งในช่วงหลังต้นที่ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ และเป็นระยะห่างมาห่างอย่างยาวนาน พอกลับมาดูอีกครั้งก็น้ำตาไหลพราก อีกแล้วฮ่าๆๆ

ต่อมาเราจะมาพูดถึง จุดเด่นของภาพยนตร์ ไททานิค netflix เรื่องนี้ที่ทำให้เป็นภาพยนตร์ที่ดีที่สุดตลอดกาล

ฉากแรกเลยฉาบเปิดเรื่อง จะเปิดเรื่องเราจะเห็นซากเรือไททานิคที่พักบ้างแล้วจมอยู่ใต้ทะเล มันเป็นการเปิดเรื่องที่ทำให้เรานั้นหลังจะติดตามนะรู้เรื่องราวของมัน ว่าไงเหตุการณ์นั้นมันมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เป็นการเรียกความสนใจทำให้คนดูแลติดตามกันต่อไป

ต่อมาเป็นซากเหลือไททานิค เป็นฉากที่เหล่านั้นจะได้พบกับความน่าตื่นตาตื่นใจ ความมหัศจรรย์อลังการงานสร้าง ของงานภาพ ที่ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมเหมือนกับเรานั้นได้เลยเรือสำราญที่ใหญ่ที่สุดในโลกของจริงอย่างกับสารคดี

ฉากที่ใครหลายๆคนจดจำ ก็คงจะหนีไม่พ้นฉากรักในตำนาน ที่แจ็คกับโรส ยืนกางแขนอยู่ที่หัวเรือสำราญลำใหญ่ แล้วก็มีเพลงประกอบอย่างเพลง My Heart Will Go On ดังขึ้นมาทำให้คนดูนั้นรู้สึกว่า รักตัวละครสัก 2 ตัวนี้เข้าไปอีกเป็นความลับที่แสนจะโรแมนติกของทั้งคู่ น้ายังไม่พอเท่านั้นนี่ฉากนี้ทำให้เรารู้สึกถึงความอึดอัดใจของโรสแต่รู้สึกดีใจที่ เธอได้ปลดปล่อยความเศร้า และแน่นอนว่าเป็นฉากที่ นำมาเป็นเมมล้อเลียนหลายๆอย่างใน Facebook มากมาย

อยากโรแมนติกอีกฉากนึงที่ชอบมากๆคือฉากที่ทำให้ผู้ชมอย่างเรา ต้องการหายใจและ ตื่นเต้นไปตามๆ ในฉากที่พระเอกแจ็คของเรา วาดภาพเปลือยของโรส ที่มีเพียงสร้อยเพชรอยู่ที่ลำคอเท่านั้น ที่เรียกกันว่า หัวใจมหาสมุทร ที่มีอยู่เพียงเส้นเดียวบนร่างกายของเธอ ฉากนี้เรียกได้ว่าทำให้เราลุ้นสุดๆ แต่แจ็คนั้นดันเป็นผู้ชายสุภาพบุรุษ หน้าตาดี ซีนนี้จึงไม่มีอะไรเกิดขึ้นนั่นเอง น่าเสียดายจริงๆ หยอกๆ

แล้วก็จะมีฉากเรียกน้ำตา ขอบอกไว้เลยว่าต้องน้ำตาแตกกันแน่ ถ้าคุณเป็นคนที่เคยผ่านความรักกันมาแล้ว ต้องมีน้ำตาคลอกันบ้างแหละกับฉากแบบนี้ เรียกได้ว่าทำให้เรานั้นรู้สึกเศร้าจริงๆ ก็คือฉากที่เหลือกำลังค่อยๆอัดบางลงไปใต้ทะเล เราจะได้เห็นถึงความรักของ แจ็คกับโรส ที่มีให้กันจนวินาทีสุดท้าย และได้เห็นถึงความเป็นสุภาพบุรุษที่แท้จริง ความเสียสละ แล้วความรักที่แสนจะโรแมนติกของแจ็ค ที่มีให้กับนางเอกของเราอย่างโรส เพื่อให้คนที่เขารักที่สุดนั้นได้มีชีวิตต่อไป

ไททานิค

ความน่าสนใจของภาพยนตร์เรื่องนี้

Titanic เรื่องย่อ ถ้าดูเพลินๆหรือใครที่ไม่เคยดูอาจจะคิดว่าเป็นหนังความรัก โรแมนติก ดราม่า ที่แบ่งชนชั้นกันทั่วๆไป แต่ถ้าใครที่ได้ดูแล้วจะรู้สึกได้เลยว่า มันมีมิติที่หลากหลาย ที่ทำให้คนดูนั้นอินและลึกซึ้งถึงความรัก ที่เริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่ต้นจนผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการที่ พระเอกแจ็คนั้นได้พานางเอกอย่างโรส ไปเต้นรำที่ห้องชั้นล่าง ของเรือสำราญขนาดใหญ่ที่มีคนหลายๆคน และได้สอนให้เธอนั้นปลดปล่อยในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำได้มาก่อน แล้วมีสินค้าที่เป็นภาพจำที่คนที่ไม่เคยดูหนังอาจจะเคยเห็นกันมาบ้างเป็นฉาก ที่ทั้งคู่นั้นยืนอยู่บนหัวเรือที่ทำให้ เธอรู้สึกเหมือนนกที่บินได้เหมือนครั้งแรก

ที่ทำให้คนดูอย่างเรานั้น ขนลุกกันไปตามๆกัน อีกถังยังไม่นับฉากที่เหลือแต่ทางนี้จงลงไปใต้ทะเล ที่ทำมาได้เสมือนจริงมาก เรียกได้ว่าถ้าไม่บอกว่าเป็นฉากที่ทำในโรงถ่ายทำ ที่มีขนาดใหญ่ เราก็คงไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่ามันเป็นของปลอม หนังจะพาให้เรารู้สึกอินกับความรัก ของทั้งคู่ที่แสนจะโรแมนติก แต่ที่สุดแล้วนั้นมันดันพาเราดิ่งลงจากเหว เมื่อถึงจุดพีทที่คาดไม่ถึง

ที่ทำให้เราน้ำตาไหลมันไม่หยุด ในการจากไปของแจ็คผู้โหยหาความรัก ของทั้งคู่ แต่ต้องยอมเสียสละให้คนที่เขารักนั้นมีชีวิตต่อไป แล้วใช้ชีวิตอย่างมีความสุข จนร่างกายของเขานั้นต้องแข็งลง ภายใต้จุดเยือกแข็งของมหาสมุทรแอตแลนติก และสิ้นใจในตอนจบ และยิ่งบวกกับเพลงประกอบ มาทำให้น้ำตาเราไหลออกมาไม่หยุดจริงๆนะ

สิ่งที่ใครหลายคนไม่รู้จากหนังเรื่อง ไททานิค ที่คุณอาจคิดไม่ถึง

1.ฉากที่คู่รักวัยสูงอายุนอนกอดกันบนเตียง ในขณะที่เรือกำลังจมสู่ใต้ทะเลอิงมาจากบุคคลจริง

ในตอนท้ายของเรื่องช่วงที่เหลือกำลังจม เราจะได้เห็นภาพของคู่รักสูงวัย ที่นอนกอดกันอยู่บนเตียงนอนของเรือ ขนาดที่น้ำกำลังไหลเข้ามาในห้องของพวกเขาทั้งคู่ ใครจะไปคิดว่าฉากนี้เป็นฉากที่เกิดขึ้นจริงๆ และได้มาทำเป็นเรื่องราว ของภาพยนตร์เรื่องไททานิคเขาทั้งสองเป็นผู้โดยสารเรือโดยมีชื่อว่า อิซิดอร์ และ ไอดา สเทราส์ เรื่องราวของทั้งคู่นั้น เป็นเรื่องราวที่สุดแสนจะสะเทือนใจ ไม่แพ้กับเรื่องราวของตัวเองอีกเรื่องนี้เลย

โดยได้มีการเปิดเผยออกมาว่า คู่รักสูงวัยทั้งคู่นั้นแต่งงานกันมาแล้วถึง 40 ปี และด้วยความที่เขานั้นเป็นผู้สูงอายุ พวกเขาจึงได้สิทธิ์ในการให้ลงเรือชูชีพก่อนผู้โดยสารคนอื่น แต่ว่าเขาทั้งคู่นั้นกับปฏิเสธ และเขาได้บอกว่าขอให้สิทธิ์นั้นกับผู้หญิงและเด็กก่อนเขาทั้งคู่ และแฟนสาวของคุณลุงก็ปฏิเสธตาม เขาเลือกที่จะอยู่กับสามีของเขาบนเรือลำนี้ต่อไป จนกระทั่งเรือชูชีพรับสุดท้ายได้ขับออกไป ในบรรดาที่รอดชีวิตนั้นมองเห็น ผู้รับสูงวัยคู่นี้นอนจับมือกันบนม้านั่ง ที่อยู่บนดาดฟ้าของเรือแล้วทางคู่ก็ได้จงหายไปพร้อมกับเรือ เรียกได้ว่าเป็นความรักที่ลึกซึ้งจริงๆ

2.นิทานที่คุณแม่ชาวไอริส เล่าให้ลูกทั้งสองฟัง คืนนี้ทานเรื่อง Tír Na nÓg ดินแดนสุขาวดีในตำนานเคลติก

ในช่วงที่เหลือนั้นกำลังจะจม เราจะได้เห็นภาพของบรรดาลูกเรือทั้งหลาย และผู้โดยสารอีกหลายคนที่ยังคงติดค้างอยู่บนเรือสำราญลำใหญ่ลำนี้ ซึ่งบางคนนั้นก็ไม่ได้เตรียมใจหรือบางคนอาจจะเตรียมได้แล้วทันทีที่รู้ว่าเรือกำลังจะจม และด้วยท่าทีที่แตกต่างกัน เราจะได้เห็นอารมณ์ของหลายๆคน ไม่ว่าจะเป็นกัปตัน ผู้ออกแบบเรือ และคู่สามีภรรยาสูงอายุที่เราเอ่ยในบทความด้านบนเมื่อกี้ และฉากที่เราจะพูดถึงคือฉากที่ ครอบครัวที่มีแม่และลูก 2 คน ชาวไอริส ที่กำลังปลอกถล่มลูกน้อยทั้งคู่ ไม่ให้ตกใจแล้วตื่นตระหนก ด้วยการที่เขาเล่านิทานให้เด็กทั้งสองคนฟัง ซึ่งนิทานที่เธอเล่านั้นเป็นนิทานเรื่อง Tír na nÓg

เป็นตั้งนานในตำนานเคลติก ที่จะกล่าวถึงเรื่องราวดินแดนในอุดมคติ ที่มีความสวยเป็นนิรันและความอ่อนเยาว์เป็นนิรันดร์ และการเดินทางไปสู่ดินแดนลึกลับแห่งนี้ได้ ต้องผ่านมหาสมุทรเพียงเท่านั้น

ความจริงในบทภาพยนตร์ดั้งเดิม จะไม่มีฉากนี้ แต่นักแสดงสมทบที่เป็นชาวไอลิสคนหนึ่ง ได้เสนอแนะไอเดียถึงฉากนี้ให้กับผู้กำกับอย่าง เจมส์คาเมรอน และเขาก็ได้เห็นด้วยเพราะว่าเนื้อหาในนิทาน ลานสอดคล้องกับเหตุการณ์ในขณะที่เรือนั้นกำลังจมได้เป็นอย่างดี เมื่อแม่ลูก ทั้งสายน้ำกำลังจมไปพร้อมกับเรือก็เปรียบดังเสมือนครอบครัวของเขานั้น กำลังจะได้เดินทางไปยังดินแดน ที่พวกเขานั้นจะพบกับความสุขด้วยกันเป็นนิรันดร์

3. ภาพเหมือนของโรสที่แจ็ควาดขึ้น ความจริงแล้วเป็นฝีมือของ ผู้กำกับเจมส์คาเมรอนวาดเอง

เรียกได้ว่าถึงมีความยาว 3 ชั่วโมงกับอีก 14 นาที แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้นั้นดันมีฉากที่น่าจดจำหลายฉาก และหนึ่งในฉากที่น่าจดจำมากที่สุดสำหรับผู้เขียนเองก็คือฉากที่โรสยอมเปลือยกายเป็นแบบให้แจ็ควาดภาพเสมือนจริง ลงบนกระดาษ และภาพสเก็ตที่คนดูและเห็นนั้นบอกเลยว่าน่าทึ่งสุดๆ

คาดเดากันต่างๆนานาว่าจ้างทีมงานนักศิลปะให้มาเขียนภาพนี้หรือเปล่า แต่ที่จริงแล้วไม่ต้องไปจ้างใครเลย เพราะภาพสเก็ตที่เราได้เห็นกันในหนังในฉากนั้นคือฝีมือ ผู้สร้างหนังอย่าง James Cameron ซึ่งในภาพยนตร์นั้นเราจะได้เห็นอีกภาพด้วยที่รวมอยู่บนแผ่นกระดาษที่สเก็ตภาพโรสอยู่บนกระดาษ ซึ่งภาพนั้นแจกได้เล่าว่าเป็นภาพของ หญิงสาวชาวฝรั่งเศสคนหนึ่ง ภาพนั้นก็คือฝีมือของเจมส์คาเมรอนอีกเช่นกัน

ในที่ยิ่งไปกว่านั้นฉากที่แจ็คกำลังวาดภาพสเก็ตโรสนั้น เราจะเห็นได้ว่ามีมือที่กำลังวาดภาพอยู่ นั่นก็เป็นมือของผู้กำกับคาเมรอนด้วย มันจึงต่างกันตรงที่ว่าตัวคาเมรอนนั้นเป็นคนถนัดซ้าย ส่วน Jack นั้นตามเรื่องราวความจริงแล้วเป็นคนที่ถนัดขวา คาเมรอนเองนั้นก็ไม่คิดจะปล่อยให้รายละเอียดเพียงเล็กน้อยนั้นหลุดออกไป

ในขั้นตอนที่วาดภาพนั้นทีมงานก็ สลับทิศทางของภาพจากซ้ายเป็นขวาเพื่อเก็บรายละเอียด และภาพของโรส ที่เป็นฝีมือของผู้กำกับเจมส์คาเมรอนนั้น ได้ถูกประมูลไปในปีค.ศ 2010 ด้วยราคา 16,000 เหรียญ ถ้าแปลเป็นเงินไทยก็ประมาณ 500,000 บาท

คนในเรือไททานิก

น้ำที่ใช้ถ่ายทำ ไททานิค ในฉากที่แจ็คกับโรสรอยคอ เย็นจัด จนทำให้ เคต วิลสเล็ต ป่วยเป็นไฮโปเธอร์เมีย

ให้ฉากจบของภาพยนตร์เรื่องไททานิคที่ทำให้ผู้ชมหลายคนจดจำขึ้นใจ เราจะได้เห็นแจ็คกับโรส ลอยคอกันอยู่ในน้ำ ในฉากที่โรสนั้นจะนอนอยู่บนแผ่นไม้กระดาน เราจะเห็นได้ว่าใบหน้าของเธอนั้นมีอาการหนาว ทำปากสั่นและคอสั่นเลยทีเดียว

ซึ่งมันไม่ใช่การแสดงเพียงอย่างใด แต่เป็นการแสดงของจริงๆ ที่เธอนั้นกำลังรู้สึกหนาว จะมีข่าวลือกันว่า เพราะเธอนั้นแสดงฉากนี้จึงทำให้ต้องป่วยเป็นโรคปอดบวม และในภายหลัง เคต วินสเล็ต ได้ออกมาแก้ต่างในข่าวลือนั้น แล้วเธอได้อธิบายว่า ตัวเธอนั้นไม่ได้ป่วยร้ายแรงขนาดนั้น แต่ว่าน้ำในปากนั้นเย็นจริงๆ และเธอแค่มีอาการ ภาวะอุณหภูมิร่างกายที่ต่ำกว่าปกติเท่านั้น

แต่ก็ยังไม่วายที่จะมีคนสงสัย ว่าทำไมทีมงานถึงต้องปล่อยให้นักแสดงทนหนาวจนป่วยกันด้วย ทำไมไม่ใช้น้ำที่มีอุณหภูมิปกติหรือน้ำอุ่นละ แล้วให้นักแสดงนั้นแสดงอาการเหมือนหนังแทน เขาก็ได้ออกมาอธิบายว่า น้ำที่ใช้ในฉากนั้นมีปริมาณเยอะมากเกินไป ซึ่งมันยากมากที่สุดปรับอุณหภูมิน้ำทั้งหมดได้

เคต วินสเล็ต

ฉากที่เป็นของจริงและเป็นการทำให้เหมือนกับเรือไททานิคจริงๆ

แรงบันดาลใจในการสร้างภาพยนตร์ชื่อดังเรื่องนี้ มาจากตัวผู้กำกับเพลงที่รู้สึกหลงไหลมากๆในซากเรือสำราญลำใหญ่ไททานิคอีกลำนี้ ที่จ่มลึกลงไปใต้มหาสมุทร และเขานั้นได้พบกับ  โรเบิร์ต บัลลาร์ด ที่เป็นหัวหน้าทีมค้นหาซากเรือไททานิค โดยการถ่ายทำเริ่มต้นกันในปีค.ศ 1995 ซึ่งในตอนแรกนั้น เจมส์ คาเมรอน ลงไปศึกษาซากเรือจริงๆด้วยตัวของเขาเอง และมีการประเมินออกมาแล้วว่า

เจมส์คาเมรอนใช้เวลาอยู่กับซากเรือลำนี้อย่างละลายกว่าบรรดาของผู้โดยสารของเรือไททานิคในปี 1912 จริงๆ ใครจะไปคิด ผู้กำกับรายนี้ได้ออกไปสำรวจซากเรือก่อนที่จะถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้จริง รวมแล้วทั้งหมด 12 ครั้งเลยทีเดียว แล้วแต่ละครั้งไม่ใช่แค่เวลาสั้นๆการดำลงไปสำรวจซากเรือแต่ละครั้งนั้นยาวนานถึง 15 ถึง 17 ชั่วโมงกันเลย

เจ้าตัวตั้งใจที่จะใส่ผ้าซากเรือ ไททานิค จริงลงไปในภาพยนตร์ด้วย เพื่อเพิ่มความรู้สึกที่สมจริงมากขึ้น เขาอยากจะสื่อให้คนดูได้รับรู้ วันนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องราวดราม่าในความรักของหนุ่มสาว คู่หนึ่งเพียงเท่านั้น แต่มันเป็นเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดที่อาจจะเกิดกับใครก็ได้บนโลกนี้ และไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถรอดชีวิตและกลับไปใช้ชีวิตได้

แล้วยังมีอีกอย่างหนึ่งที่เราอยากจะพูดถึง ผมที่เราเห็นในภาพยนตร์เรื่องนี้นั้นถูกทอขึ้นโดยโรงงานเดิมที่เคยผลิตให้กับเรือไททานิคของจริง แล้วไม่ใช่แค่ผมอย่างเดียวเท่านั้น แต่ว่าในการก่อสร้างฉากที่อยู่ข้างในเรือลำนี้ และควบคุมการสร้างโดยทีมงานของ the white Star Line ที่เป็นเจ้าของเรือไททานิค เพราะว่า เจมส์คาเมรอน ต้องการที่จะให้ภาพยนตร์ออกมาตามประวัติศาสตร์ของจริงได้มากที่สุด

เท่าที่ตัวเขานั้นจะทำได้ เจ้าตัวได้ยืนยันว่าจะต้องใช้ Wallpaper โคมไฟระย้า หน้าต่างบานกระจกตะกั่ว ให้เหมือนกับที่เรือไททานิคนั้นใช้จริง แต่ยังไม่พอแค่นั้น เขาละเอียดถึงขั้นที่ใช้ลายน้ำโลโก้ของ The white Star Line ที่ประทับบนข้าวของของเครื่องใช้ทุกชิ้นภายในฉากที่เราได้เห็นด้วย ต่อให้ไม่เห็นในหนังก็ตามแต่ทุกชิ้นนั้นมีตราประทับ

และการรีวิว และ พูดถึงสิ่งที่เกร็ดความรู้ที่ใครหลายๆคนไม่รู้ ขอจบเพียงเท่านี้ เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับภาพยนต์ยอดเยี่ยมที่ดีตลอดกาล ที่เราแนะนำแลพทั้งหมดนี้เป็นเพียงการรีวิวโดยส่วนตัวและความรู้สึกส่วนตัวเท่านั้น หากผิดพลาดตรงไหนเราก็ขออภัยมานะที่นี้ด้วยนะครับ

รีวิว Amandla

รีวิว Amandla

รีวิว Amandla แนวดราม่าอาชญากรรมจากแอฟริกาใต้ เรื่องราวของสองพี่น้องที่พบกับโศกนาฎกรรมในวัยเด็กจนกำพร้าพ่อแม่ ทำให้เขาทั้งคู่เติบโตมาอย่างยากลำบาก ในฐานะที่แตกต่างกันระหว่างอาชญากรกับผู้พิทักษ์รักษากฎหมาย

ถ้ามองจากหน้าหนังกับตัวอย่างที่พยายามขายอาจจะเข้าใจผิดไปเลยว่านี่คือหนังดราม่าแก๊งอาชญากรรมเข้มข้นสุดๆ แต่ในความจริงตัวหนังกลับไม่ได้ต้องการเน้นที่ตรงนั้นเป็นหลัก ต้องบอกว่านี่คือหนังดราม่าอาชญากรรมสะเทือนใจ เน้นบีบคั้นอารมณ์กันสุดๆ มากกว่า ซึ่งเรื่องราวบีบคั้นกันตั้งแต่วัยเด็กของทั้งคู่ ที่หนังให้เวลาตรงนี้ถึงครึ่งชั่วโมงในการปูเรื่องราวชีวิตวันเด็กของตัวเอกทั้งคู่

ที่เป็นที่มาของชื่อหนังเรื่องด้วย “อะมานดลา” คือคำเปล่งเสียงที่ชาวแอฟริกาใต้ใช้ปลุกใจชุมนุมประท้วงคนผิวขาวว่า อะมานดลา พลังประชาชน แต่แล้วก็เกิดวันโศกนาฎกรรมที่คนผิวขาวจับชาวซูลูฆ่าโยนแม่น้ำนองเลือด ซึ่งในเรื่องจะมีเหตุการณ์เศร้าสลดที่มีคนผิวขาวบุกเข้ามาแล้วใช้คำว่าอะมานดลาในเชิงเหยียดกดขี่ครอบครัวของตัวเอกทั้งคู่ รวมถึงตัวละครเด็กสาวลูกของนายจ้างที่แอบชอบพอกับอิมปิแบบลับๆ เธอฝันอยากโตมาช่วยคนแอฟริกาใต้จากการกดขี่ข่มเหงของคนผิวขาวในตอนนั้น

รีวิว Amandla สรุป

ซึ่งในเรื่องไม่ได้บอกรายละเอียดปีไว้ แต่มีบทสนทนาพูดถึงเนลสัน แมนเดลาว่าถูกจำคุกอยู่ ก่อนที่เรื่องราวตอนโตของทั้งคู่จะเป็นตอนที่เนลสัน แมนเดลา ออกจากคุกมาเป็นผู้นำประเทศแล้ว 3 ปี ในช่วงประมาณปี พ.ศ. 2537 แต่ในเรื่องก็ไม่ได้ถึงกับทำเป็นแนวย้อนยุคโดยตรง เพราะประเด็นหลักที่เรื่องต้องการเล่าไม่ใช่จุดนี้ แต่เป็นการปูจุดเริ่มต้นของโศกนาฎกรรมในวัยเด็กของสองตัวเอกพี่น้อง โดยมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในช่วงวัยเด็กที่สำคัญกับตอนโตสอดแทรกไว้หลายอย่าง ซึ่งทำออกมาทั้งสวยงามและเศร้าไปพร้อมกัน และยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับเด็กสาวผิวขาวในวัยเด็กที่ผลต่อมาถึงช่วงเวลาตอนโตของทั้งคู่อีกด้วย

Watch Amandla | Netflix Official Siteเนื้อเรื่องในช่วงวัยผู้ใหญ่ถูกไทม์สคิปข้ามมาไกลเอาตอนที่ทั้งคู่โตมากแล้ว และอิมปิกับโคซาน่ากำลังแยกทางกัน โดยพี่ชายแยกตัวออกไปเลี้ยงแฟนสาวที่กำลังตั้งท้องลูก ส่วนน้องชายพึ่งเข้าไปเป็นตำรวจ ก่อนที่เรื่องจะเบนเข็มเข้าสู่ดราม่าอาชญากรรมเมื่ออิมปิพลาดพลั้งเข้าไปทำงานให้แก๊งมาเฟียผิวดำจนกลายเป็นคดีใหญ่ ซึ่งเกี่ยวพันไปถึงเด็กสาวคนรักในอดีตอย่างไม่ตั้งใจ ทำให้น้องชายของเขาต้องเข้ามาสืบคดีนี้และรู้ว่าพี่ชายพัวพันกับเรื่องนี้ด้วย

เส้นเรื่องอาชญากรรมส่วนนี้มีส่วนระทึกอยู่พอสมควรเมื่ออิมปิพยายามหนีออกจากเหตุการณ์ร้ายแรงที่เขาก่อขึ้น แต่พวกแก๊งกลับไม่ยอมให้เขาไป และมาล่วงรู้ว่าน้องชายของเขาเป็นตำรวจอีก ทำให้ทุกอย่างดูเหมือนไม่มีทางออกให้ตัวละครนี้เลย เป็นความกดดันจากการขาดโอกาสในต้นทุนชีวิตที่เขามอบให้น้องชายไปหมด โดยการส่งเสียให้เรียนจนมาเป็นตำรวจ

ซึ่งก็กลายมาเป็นน้องของเขาต้องมาตามล่าเขาพร้อมกับพวกแก๊งไปด้วย ช่วงนี้เป็นดราม่าบีบคั้นหัวใจมากพอดู จนทำให้แอบเศร้าเล็กๆ อินตามไปด้วยเหมือนกัน โดยเฉพาะการแสดงของ Lemogang Tsipa ที่ไม่ใช่นักแสดงหน้าใหม่ เล่นหนังใหญ่มาแล้วหลายเรื่องอย่าง The Dark Tower แต่เราอาจจะไม่เคยจดจำเขาได้มาก่อน เขาแสดงออกมาได้ดีมาก ดูหนัง

เป็นคนที่จำใจทำชั่วเพื่อมอบชีวิตที่ดีกว่าให้คนอื่น อย่างน้องชาย ภรรยา ซึ่งตั้งแต่วัยเด็กก็มีหลายฉากที่ทำให้เห็นว่าจริงๆ แล้วอิมปิเป็นคนดีคนหนึ่งเลย และเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนตัวตนไป แต่ลงมือก่ออาชญากรรมเพราะความจำเป็นจริงๆ  มีฉากที่บีบคั้นให้เขาต้องเล่นบทคนเลวแต่น้ำตาไหลออกมาเพราะจิตสำนึกผิดชอบชั่วดีของเขายังทำงานอยู่ในใจ ซึ่งการแสดงของ Lemogang Tsipa  ทำให้เรื่องราวช่วงนี้โดดเด่นขึ้นมา แม้จริงๆ แล้วกโครงเรื่องจะไม่ได้ใหม่ แล้วก็เดาเรื่องง่ายด้วยว่าจะไปในทิศทางไหน

แต่กับฉากจบของเรื่องอาจจะไม่เมคเซนส์อยู่บ้าง เพราะบทต้องการย้อนกลับไปถึงฉากเปิดเรื่องในวัยเด็ก กลายเป็นฉากจบที่ตั้งใจบีบคั้นดราม่ากันสุดๆ จนเกินไปหน่อย แต่โดยรวมก็เข้าใจที่หนังจะสื่อและจบลงแบบนี้ ถือว่าเป็นฉากจบที่ตั้งใจให้สวยงาม แต่ไม่สมเหตุผลเมื่อคิดถึงความจริงแค่นั้นครับ

Amandla REVIEW - Provocative And Authentic - Cultured Vulturesในส่วนความสัมพันธ์ของตัวเอกทั้งคู่ บทค่อนข้างให้น้ำหนักกับเวลาไปที่ตัวอิมปิมากกว่า ตั้งแต่ช่วงเวลาวัยเด็กที่เขามีความรักกับลูกสาวนายจ้าง ซึ่งเรื่องในวัยเด็กค่อนข้างถ่ายทอดออกมาได้ดีเลย และตอนท้ายก็ยังหยิบเอาช่วงวัยเด็กกลับมาตอกย้ำอีกครั้ง

Amandla

ส่วนในตอนโตด้วยความที่เรื่องไทม์สคิปก้าวกระโดดมาก กลายเป็นไม่เล่าช่วงที่ทั้งคู่เติบโตมาเลย ทำให้ไม่อินกับช่วงตอนโตสักเท่าไหร่ แม้ตัวนักแสดงคนน้องจะแสดงได้ดีก็ตาม รวมถึงการที่ไม่ปูเรื่องราวของเด็กสาวที่เป็นรักแรกของอิมปิไว้ด้วยว่าเติบโตมาได้อย่างไรหลังจากเหตุการณ์นั้น ทำให้เรื่องดูเล่าแบบข้ามๆ จนไม่อินในช่วงโตมาก แต่โดยรวมก็มีฉากที่กลับมาเล่าความสัมพันธ์ของพี่น้องผ่านรายละเอียดเล็กๆ ที่อาจจะไม่ทันคิดอย่างถุงผ้าที่อิมปิใช้ใส่ของมาตลอดตั้งแต่เด็ก ซึ่งตัวเรื่องใช้สื่อความหมายถึงความผูกพันของทั้งคู่ผ่านถุงใบนี้ แต่ไม่ได้บอกเล่าออกมาตรงๆ เท่านั้น

3 reasons not to miss the Netflix original film "Amandla"สิ่งที่โดดเด่นอีกอย่างของเรื่องคืองานภาพที่สวย แต่เป็นความสวยจากการสะท้อนภาพความแร้นแค้นยากจนของประเทศ ซึ่งผู้ชมจะเห็นได้ตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องในทุ่งกว้างเลยว่าหนังเรื่องนี้มีงานภาพที่สวยงามมาก ร่วมกับดนตรีประกอบที่ค่อนข้างไพเราะลงตัวในหลายฉาก ทำให้โทนหนังดูอบอุ่นในความสัมพันธ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเรื่อง แต่กระนั้นเรื่องก็ยังเป็นอารมณ์โศกนาฎกรรมเศร้าๆ เป็นหลักมากกว่า

เรื่องนี้เสียงต้นฉบับเป็นภาษาซูลู แม้ตัวละครหลายตัวเป็นคนผิวขาวก็ถูกพากย์ด้วยภาษาซูลูทับ ถ้าฟังแล้วแปลกๆ ก็เปลี่ยนเป็นอังกฤษได้ แต่โดยส่วนตัวก็ไม่รู้สึกว่าขัดอะไรมากครับ

เป็นหนังดราม่าที่เล่าเรื่องผ่านไปเร็วโดยที่เราไม่รู้สึกเบื่อเลย (ความยาวหนัง 1 ชั่วโมง 46 นาที) อาจจะไม่ถึงกับสนุกสุดๆ เพราะเป็นแนวดราม่าบีบคั้นอารมณ์มากกว่าอาชญากรรม แต่โดยรวมนี่คือหนังที่มีองค์ประกอบหลายอย่างอยู่ในเกณฑ์ดีเรื่องหนึ่งเลย ยิ่งเป็นงานสร้างจากแอฟริกาใต้ที่ไม่ค่อยมีมาบ่อยด้วย ถือว่าเป็นความแปลกแตกต่างที่ควรทดลองรับชมกันดูเลยครับ รีวิวหนัง

ถ้ามองจากหน้าหนังกับตัวอย่างที่พยายามขายอาจจะเข้าใจผิดไปเลยว่านี่คือหนังดราม่าแก๊งอาชญากรรมเข้มข้นสุดๆ แต่ในความจริงตัวหนังกลับไม่ได้ต้องการเน้นที่ตรงนั้นเป็นหลัก ต้องบอกว่านี่คือหนังดราม่าอาชญากรรมสะเทือนใจ เน้นบีบคั้นอารมณ์กันสุดๆ มากกว่า ซึ่งเรื่องราวบีบคั้นกันตั้งแต่วัยเด็กของทั้งคู่ ที่หนังให้เวลาตรงนี้ถึงครึ่งชั่วโมงในการปูเรื่องราวชีวิตวันเด็กของตัวเอกทั้งคู่ ที่เป็นที่มาของชื่อหนังเรื่องด้วย “อะมานดลา” คือคำเปล่งเสียงที่ชาวแอฟริกาใต้ใช้ปลุกใจชุมนุมประท้วงคนผิวขาวว่า อะมานดลา พลังประชาชน แต่แล้วก็เกิดวันโศกนาฎกรรมที่คนผิวขาวจับชาวซูลูฆ่าโยนแม่น้ำนองเลือด ซึ่งในเรื่องจะมีเหตุการณ์เศร้าสลดที่มีคนผิวขาวบุกเข้ามาแล้วใช้คำว่าอะมานดลาในเชิงเหยียดกดขี่ครอบครัวของตัวเอกทั้งคู่ รวมถึงตัวละครเด็กสาวลูกของนายจ้างที่แอบชอบพอกับอิมปิแบบลับๆ เธอฝันอยากโตมาช่วยคนแอฟริกาใต้จากการกดขี่ข่มเหงของคนผิวขาวในตอนนั้น ซึ่งในเรื่องไม่ได้บอกรายละเอียดปีไว้ แต่มีบทสนทนาพูดถึงเนลสัน แมนเดลาว่าถูกจำคุกอยู่ ก่อนที่เรื่องราวตอนโตของทั้งคู่จะเป็นตอนที่เนลสัน แมนเดลา ออกจากคุกมาเป็นผู้นำประเทศแล้ว 3 ปี ในช่วงประมาณปี พ.ศ. 2537 แต่ในเรื่องก็ไม่ได้ถึงกับทำเป็นแนวย้อนยุคโดยตรง เพราะประเด็นหลักที่เรื่องต้องการเล่าไม่ใช่จุดนี้ แต่เป็นการปูจุดเริ่มต้นของโศกนาฎกรรมในวัยเด็กของสองตัวเอกพี่น้อง โดยมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในช่วงวัยเด็กที่สำคัญกับตอนโตสอดแทรกไว้หลายอย่าง ซึ่งทำออกมาทั้งสวยงามและเศร้าไปพร้อมกัน และยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับเด็กสาวผิวขาวในวัยเด็กที่ผลต่อมาถึงช่วงเวลาตอนโตของทั้งคู่อีกด้วย

รีวิว The Northman

รีวิว The Northman

รีวิว The Northman

รีวิวหนังมาใหม่ สวัสดีครับเป็นหนังเรื่องราวในประวัติศาสตร์เป็นหนังในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนศตวรรษที่ 10 เจ้าชายแห่งนอร์ดิก ที่แปรผันเปลี่ยนตัวมาเป็นนักรบ ที่โหดเหี้ยมชื่อแอมเลธ (สการ์สการ์ด) แสวงหาการแก้แค้นอย่างนองเลือดต่อชายผู้รับผิดชอบต่อการสังหารบิดาของเขา (ฮอว์ค) และ ได้รับคำแนะนำเหนือธรรมชาติตลอดทาง

ดูหนัง The Northman (2022)  เดอะ นอร์ทแมน หลังจากผู้กำกับได้แจ้งเกิดเต็มตัวไปกับซีรีส์ The Queen’s Gambit หลังจากทีแรกนึกว่าปี 2020 จะไม่ใช่ปีที่สวยหรูสำหรับนักแสดงสาวดาวรุ่งอย่าง Anya Taylor-Joy ที่หนัง Emma. และ The New Mutants เจอพิษโควิดทำให้หนังไม่เปรี้ยงตอนเข้าโรงฉาย

สำหรับแฟน ๆ ของน้อง Joy ที่กำลังรอผลงานเรื่องต่อไป ก็ไม่ต้องรอนาน (แต่เธอก็เหมือนได้แพลตฟอร์มสตรีมมิง มาช่วยไว้ช่วงปลายปี) เพราะตอนนี้เธอกำลังถ่ายทำหนังเรื่อง The Northman ที่จะเป็นหนังรวมดาวนักแสดงแถมได้ผู้กำกับมือดีมากำกับด้วย เว็บดูหนัง

รีวิว The Northman

รีวิวหนังมาใหม่ เรื่องราวการสืบเชื้อ สายกษัตริย์ของเจ้าชายแอมเลธ (อเลกซานเดอร์ สการ์สการ์ด) ตั้งแต่ที่เขาได้เห็นลุงของตัวเองฆ่าพ่อของเขาเพื่อขึ้นครองราช การหนีเอาชีวิตรอดในวัยเด็กทำให้ แอมเลธ ถูกเลี้ยงดูโดยเผ่าวัยกิ้งแล้วเขาหวังว่าสักวันหนึ่งจะแก้แค้นให้พ่อได้สำเร็จ ในระหว่างนั้นการเดินทางของเขาก็ถูกลิขิตให้พบกับ โอลก้า (แอนยา เทย์เลอร์‑จอย)

หญิงสาวที่ต้องร่วมเดินทาง และ กลายเป็นราชินีของเขาเข้าสักวัน นอกจากนั้นเขายังต้องปลดปล่อยทาส และ แม่ (นิโคล คิดแมน) เป็นอิสระในการสำรวจตำนานนอร์ดิกที่มีความทะเยอทะยาน มีการบูชาเทพเจ้าต่าง ๆ — ใครก็ตามที่คุ้นเคยกับแนวคิดของ Marvel ใน แฟรนไชส์ ​​Thorจะรู้จักชื่อต่าง ๆ เช่น Odin หรือ Freyja — แต่นี่เป็นเรื่องราวที่โหดร้ายของมนุษย์เป็นอย่างมาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งชายคนหนึ่ง: Prince Amleth สัตว์ร้ายของนักรบที่เล่น ด้วยความดุร้ายโดยAlexander Skarsgård เขาเดินผ่านหน้าจอ ไหล่ก้มไปข้างหน้า และรับน้ำหนักของการฆ่าทุกอย่างที่เขาทำตั้งแต่หนีออกจากบ้านเป็นลูกหลังจากได้เห็นการฆาตกรรมพ่อของเขา King Aurvandil ( Ethan Hawke ) โดยลุง Fjölnir (Claes Bang)

ในการย้ายอำนาจเพื่อเข้ายึดครองอาณาจักร ของพวกเขาในภาคเหนือ ถ้าเรื่องนี้ให้ความรู้สึกเหมือนแฮมเล็ตนั่นเป็นเพราะว่า Eggers และ ผู้ร่วมเขียนบทของเขา กวีชาวไอซ์แลนด์ Sjón ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวเดนมาร์กสมัยศตวรรษที่ 12 เรื่องเดียวกันกับ Shakespeare แต่ทั้งสองได้ผสมผสานเรื่องราวลึกลับของนิทานไอซ์แลนด์อย่างเชี่ยวชาญในบทละครตลกขบขันห้าบทที่มีหลายชั้นหลายชั้น ดูหนัง

เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ในครอบครัว ความโรแมนติกป่าเถื่อน และ ความรุนแรงที่กระหายเลือด ซึ่งหลังจากผ่านไปสองชั่วโมงครึ่ง จิตใจ ร่างกาย และ จิตวิญญาณของคุณอาจ เพียงแค่ต้องการอ่างน้ำแข็งเพื่อฟื้นตัว

บทสรุป The Northman

รีวิวหนังมาใหม่ ฉากแอ็คชั่นแต่ละฉาก ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างชัดเจนด้วยความแม่นยำ และ ความลึกของออกเทนสูงโดยช่างภาพ Jarin Blaschke ที่ไม่ต้องเสียประสิทธิภาพการทำงานไปโดย เปล่าประโยชน์ ในฉากเดียว กล้องติดตาม Amleth คำรามเข้าสู่การกระทำ วิ่งไปที่แคมป์ ในขณะที่หอก และ ลูกธนูพุ่งผ่านร่างที่เปลือย เปล่าของเขา ก่อนที่เขาจะพุ่งขึ้นไปบนกำแพงไม้สูง ลากตัวเองไป แล้วใช้ขวานไปชนกับหัว คอ และ ด้านหลังของฝ่ายตรงข้าม หลายคน ต่อมา ขณะที่เขาเดินด้อม ๆ มอง ๆ ไปทั่วหมู่บ้าน

และ ถูกยิง เราได้เห็นความรุนแรงที่โหดร้ายอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งมาเยี่ยมเยียนผู้หญิง และ เด็กที่ป้องกันตัวไม่ได้ ก่อนที่เขาจะกลับไปที่เฟรมด้วยรูปแบบ การฆาตกรรม ใช้เวลานานเช่นนี้ พร้อมด้วยนักแต่งเพลง Robin Carolan และ Sebastian Gainsborough ที่เต้นเป็นจังหวะ จังหวะกลอง และ โน้ตต่ำเน้นย้ำภาพป่าเถื่อน และ ความโหดร้ายที่ไม่เอื้ออำนวยของเวลาเหล่านี้

ผู้กำกับ Robert Eggers The Northman จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับตำนานไวกิ้งในศตวรรษที่ 10 โดยจะเป็นการผจญภัยของเจ้าชายนอร์ดิคผู้ตามล้างแค้นให้กับพ่อที่ถูกสังหาร มีฉากหลังเกิดขึ้นในประเทศไอร์แลนด์

โดย Alexander Skarsgård จาก The Legend of Tarzan (2016) จะรับบทเป็นเจ้าชาย และ Nicole Kidman นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์จะรับบทเป็นแม่ (ทั้งคู่เคยร่วมจอแก้วกันมาแล้วในซีรีส์ Big Little Lies ของ HBO)

Nicole Kidman และ Alexander Skarsgård จากซีรีส์ Big Little Lies กลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง หนังยังสมทบด้วยนักแสดงมากฝีมืออย่าง Willem Dafoe จาก The Light House (2019) และ Spider-Man (2002), Ethan Hawke

จากหนังไตรภาค Before Sunrise (1995-2013), Bill Skarsgård จาก It (2017-2019), Björk ยอดศิลปินหญิงแห่งไอซ์แลนด์ รวมถึง Ralph Ineson กับ Kate Dickie ผู้รับบทพ่อแม่จาก The VVitch (2015) ผลงานเก่าของผู้กำกับก็กลับมาด้วยเช่นกัน

Björk ยอดศิลปินหญิงแห่งไอซ์แลนด์
หนังจะเป็นผลงานของผู้กำกับ Robert Eggers จาก The VVitch ที่เป็นหนังแจ้งเกิดทั้งตัวผู้กำกับเอง และ Taylor-Joy ซึ่งทำให้ทั้งเขา และ เธอสนิทกันจนได้กลับมาร่วมงานกันในหนังเรื่องล่าสุดนี้ด้วย

ตอนนี้เราเป็นเพื่อนกันมากกว่าที่จะเป็นเพื่อนร่วมงาน การได้มีโอกาสร่วมสร้างหนังด้วยกันอีกครั้งเป็นอะไรที่สุดยอดมาก เราทั้งคู่ต่างเติบโตกันไปคนละทิศละทาง และ ตอนนี้เราได้กลับมาร่วมทางกันอีกครั้ง ฉันดีใจ และ ภูมิใจมาก ๆ ค่ะ”

ถือว่าผู้กำกับจะได้ยกระดับสเกลหนังของตัวเอง จากสองเรื่องก่อนหน้าที่มีมีตัวละครน้อยตัว และ เหตุการณ์เกิดในพื้นที่เล็ก ๆ แต่หนนี้นักแสดงเบอร์ใหญ่หลายคน และ โพรดักชันก็อลังการไม่น้อย (ดูจากเรื่องย่อ)

ย่อมเป็นความท้าทายสำหรับผู้กำกับหนุ่มอย่างไม่ต้องสงสัย ขณะเดียวกันก็เชื่อว่าEggers จะต้องใส่ทั้งความแปลก ความหลอน ความคลั่งลงไปในหนังแบบจัดเต็มไม่แพ้ผลงานเรื่องก่อนหน้าอย่าง The Lighthouse (2019) (Nicole Kidman เพิ่งออกมาเล่าว่า เธอรู้สึกผวากับบรรยากาศในกองถ่ายไปแล้วเรียบร้อย)

นอกจากนี้ระหว่างให้สัมภาษณ์กับสื่ออย่าง Collider เธอได้กล่าวว่า หนัง The Northman จะเป็นหนังที่นำเสนอด้วยวิธีการที่โลกยังไม่เคยเห็นมาก่อน ตอนนี้หนังพักกองถ่ายซึ่งถ่ายทำกันอยู่ที่ประเทศไอร์แลนด์เพราะโควิด-19 กลับมาระบาดหนักในพื้นที่นั้นอีกครั้ง The Northman ยังไม่มีกำหนดฉายในตอนนี้แต่คาดว่าน่าจะภายในปี 2021 แน่นอน เว็บหนัง

 

รีวิว The King’s Man

รีวิว The King’s Man

รีวิว The King’s Man

รีวิวหนังมาใหม่ สวัสดีครับผม วันนี้จะมารีวิวหนังไตรภาคของ คิง แมน ย้อนไปในยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 หลังจากที่ผู้กำกับอย่าง ‘แมทธิว วอห์น’ (Matthew Vaughn) ได้พาเราไปรู้จัก ‘คิงส์แมน’ (Kingsman) หน่วยสืบราชการลับสุภาพบุรุษสุดเนี้ยบที่ไม่ขึ้นตรงต่อหน่วยงานใด ๆ มีสำนักงานที่แอบซ่อนไว้ภายใต้ร้านตัดสูท ณ ถนนซาวิลล์ โรว์ (Savile Row) ประเทศอังกฤษมาแล้วถึง 2 ภาค ทั้ง ‘Kingsman: The Secret Service’ (2015) ที่เน้นความหล่อเท่ และ ‘Kingsman: The Golden Circle’ (2017) ที่แหวกแนวและเปี่ยมลูกบ้า

แต่คราวนี้ สุภาพบุรุษคิงส์แมนกลับมาอีกครั้งใน ‘The King’s Man’ หรือ ‘กำเนิดโคตรพยัคฆ์คิงส์แมน’ ที่ไม่ได้นับเป็นหนังภาค 3 แต่เป็นภาพยนตร์ Prequel (หรือเรียกว่าเป็น Spin off หรือหนังภาคขยายก็ได้ เพราะว่าเนื้อหาไม่ได้ต่อจากสองภาคที่แล้ว) ที่จะพาย้อนกลับไปยังยุคสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ค้นหาที่มาที่มาที่ไปของหน่วยคิงส์แมนที่มีต้นกำเนิดยาวนานนับร้อยปี เมื่อโลกต้องพบกับเหล่ามหาวายร้ายที่หมายจะล้างบางเหล่ามวลมนุษย์ บุรุษคนหนึ่ง พร้อมลูกชายของเขา และเหล่าสหาย จึงจะต้องร่วมมือกันปกป้องโลกให้ทันเวลาอย่างมีสไตล์ เว็บดูหนัง

รีวิว The King’s Man

รีวิวหนังมาใหม่ ตัวหนังเล่าย้อนไปในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ดยุก ‘อ็อกฟอร์ด’ ได้สูญเสียภรรยาไปอย่างกะทันหันในระหว่างภารกิจส่งสเบียงให้กับทหาร เขาให้คำสัญญากับภรรยาว่าจะปกป้องลูกชายคนเดียวอย่าง ‘คอนราด’ (Harris Dickinson) ผู้มีความใฝ่ฝันว่าอยากจะเป็นทหารไม่ให้เข้าร่วมรบ จนกระทั่งเมื่อเกิดเหตุลอบสังหารจักรพรรดิแห่งออสเตรีย กลายเป็นชนวนเหตุแห่งสงครามโลกครั้งที่ 1 อันเป็นแผนของ ‘คนเลี้ยงแกะ’ ที่คอยชักใยการเมืองของประเทศ

รีวิว The King’s Man

ร่วมสงครามอยู่เบื้องหลัง ดยุกอ็อกฟอร์ดจึงได้เผย “เครือข่ายคนรับใช้” ที่คอยสอดแนมหาข่าวกรองทั่วทุกมุมโลก ที่มีแม่บ้านอย่าง ‘พอลลี’ (Gemma Arterton) และ ‘โชลา’ (Djimon Hounsou) สารถีรถม้าเป็นสมาชิกลับ ๆ ให้คอนราดได้รับรู้ ซึ่งเครือข่ายนี้นี่แหละคือต้นกำเนิดที่จะกลายไปเป็นหน่วย Kingsman ในเวลาต่อมา

แม้ว่าจะเป็นหนังที่เป็นภาคต่อจาก Kingsman ทั้งสองภาค แต่ก็ต้องขอเบรกเอี๊ยดก่อนนะครับ ถ้าหากว่าอยากจะไปดูแอ็กชันมัน ๆ ล้ำ ๆ เปี่ยมลูกบ้า หรืออยากไปดูความทันสมัยเท่เนี้ยบเฉียบคมในแบบสองภาคก่อนหน้านี้ เพราะว่าตัวหนังเรื่องนี้เป็นหนัง Prequel ที่พาย้อนไปหาตำนานต้นกำเนิดของหน่วยข่าวกรองคิงส์แมนแบบจริง ๆ จัง ๆ โปรดักชันดีไซน์โดยรวมก็เลยพาย้อนไปในยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 แบบชัดเจนซะจนแทบไม่หลงเหลือภาพของหนังแอ็กชันล้ำ ๆ และพล็อตเปี่ยมลูกบ้าเหมือนอย่างสองภาคก่อนหน้าเลยแม้แต่น้อย แต่แทนที่ด้วยการเล่าเรื่องแบบหนังแอ็กชันที่ผสมรายละเอียดเกี่ยวกับการเมือง สงคราม และนำเสนอผ่านเรื่องราวของสายลับอังกฤษสมัยโบราณขนานแท้

สิ่งที่เป็นจุดเด่นอย่างชัดเจนของหนังเรื่องนี้ก็คือการหยิบเรื่องราวประวัติศาสตร์ช่วงสงครามโลกมาตีความใหม่และดัดแปลงได้อย่างโดดเด่นและกลมกลืนมาก ๆ ครับ นอกจากว่าจะหยิบเอาเกร็ดประวัติศาสตร์ที่มีอยู่จริง รวมทั้งการใส่บุคคลที่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ เช่นจักรพรรดิ กษัตริย์ ประธานาธิบดี รวมถึง ‘รัสปูติน’ (Rhys Ifans) ผู้อื้อฉาว หรือแม้แต่ดยุกอ็อกฟอร์ดเองก็ได้แรงบันดาลใจจาก ‘ทีอี ลอว์เรนซ์’ (T. E. Lawrence) สายลับอังกฤษสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่มีตัวตนอยู่จริง

รีวิว The King’s Man

รวมทั้งการดัดแปลงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เช่นการล่มสลายของจักรวรรดิรัสเซียด้วย แม้ว่าตัวหนังจะเล่าเกร็ดประวัติศาสตร์เอาไว้แบบหลวม ๆ แต่ก็ไม่ใช่แค่การเล่าประวัติศาสตร์ที่เอามาจับคู่กับตำนานสายลับคิงส์แมนที่เป็นเรื่องแต่ง ก่อนที่จะค่อย ๆ เฉลยที่มาที่ไปเล็ก ๆ น้อย ๆ ของสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยคิงส์แมน (ที่คนดูภาคก่อน ๆ แล้วน่าจะเก็ต) เพียงเท่านั้น ดูหนัง

แต่ตัวหนังยังผสมผสาน และ แอบบิดประวัติศาสตร์ใหม่ ด้วยการเพิ่มพล็อตให้ตัวแทนประเทศต่าง ๆ ถูกควบคุม และ ยุแยงให้ทำสงครามกันอย่างลับ ๆ โดย “คนเลี้ยงแกะ” ได้อย่างแนบเนียนกลมกลืน ชนิดที่ดูแล้วเชื่อว่าสายลับคิงส์แมนอาจจะมีอยู่จริง และ ที่เกิดสงครามโลกก็อาจจะเป็นเพราะผู้ชายเพียงคนเดียวก็ได้นะครับ (555) เรียกได้ว่าตัวหนังในครึ่งแรกนี่คือมีความเป็นโทนหนังการเมืองแบบซีเรียส ๆ อยู่พอสมควร คอประวัติศาสตร์สงครามโลกที่พอจะรู้ปูมหลังอยู่แล้วน่าจะดูแล้วอึ้ง และ ชื่นชอบได้ไม่ยาก

บทสรุป The King’s Man

รีวิวหนังมาใหม่ แม้ว่าตัวหนังเองจะไม่ได้สานต่อจากสองภาคก่อนหน้า แต่ก็ต้องชื่นชมว่าตัวหนังเองยังคงดีเอ็นเอของหนังฉบับคิงส์แมนเอาไว้นะครับ ทั้งอารมณ์ขันที่คราวนี้ตัวหนังแฝงอารมณ์ขันสไตล์ผู้ดีอังกฤษเอาไว้แบบให้ได้พอยิ้ม ๆ และ ฉากแอ็กชัน ที่แม้ว่าในภาคนี้จะไม่ได้มีเยอะ ใส่ลูกบ้าแพรวพราว ความเนี้ยบหล่อเท่ และ ถล่มเครื่องมือไฮเทคแบบจัดเต็มเหมือนกับสองภาคหลัก แต่ก็ถูกแทนที่ด้วยแอ็กชันแบบโบราณ เช่นฟันดาบ การใช้มีด หรือสู้มือเปล่าเข้ามาแทน

แต่ถึงกระนั้น ตัวฉากแอ็กชันก็ยังแอบสอดแทรกความหวือหวา เช่น มุมกล้องแปลกแหวกแนว ใส่การเต้นลีลาศระหว่างต่อสู้ หรือใส่ฉากสังหารแบบโหด ๆ เข้ามาให้ได้ตื่นเต้น หรือเพลงประกอบที่ฉีกจากภาพอย่างที่หนัง Kingsman ทำในทุก ๆ ภาคก็ยังคงมีอยู่ ส่วนฉากต่อสู้ในสนามรบก็ทำได้ออกมาตึงเครียดในระดับเดียวกับหนังสงครามเพียว ๆ เลย รวมทั้งยังมีจุดพีกหักมุมให้ได้เซอร์ไพรส์ได้ตลอด (แม้ว่าจะมีบางซีนที่ยังมีความหลุด ดูโม้ ๆ การ์ตูน ๆ อยู่บ้างก็เถอะนะ (555)

ส่วนถ้าจะมีข้อสังเกต ก็มีอยู่สองจุดใหญ่ ๆ ครับ นั่นก็คือการให้รายละเอียดเกี่ยวกับแก๊งตัวร้าย ทั้งสมาชิก และ คนเลี้ยงแกะ ที่เป็นหัวหน้าใหญ่สุดนั้นผู้เขียนมองว่า ตัวหนังยังไม่ได้ให้รายละเอียดกับฝั่งตัวร้ายสักเท่าไหร่ เป็นการเล่าแบบบาง ๆ แค่ว่าเป็นการประชุมกันระหว่างตัวแทนชาติต่าง ๆ ที่จะคอยไปเสี้ยมชักใยชาติของตัวเองให้ทำตามความต้องการของคนเลี้ยงแกะเพียงเท่านั้น จนทำให้ในบางครั้ง ตัวร้ายเองก็ดูไม่ค่อยจะน่ากลัวสักเท่าไหร่

รีวิว The King’s Man

และ ที่สำคัญคือ การเผยโฉมที่แท้จริงของคนเลี้ยงแกะ ที่อุตส่าห์ปิดบังเอาไว้ตลอดทั้งเรื่องว่าเป็นใคร สำหรับผู้เขียนคิดว่ายังไม่ว้าวเท่าที่ควรครับ และ อีกจุดก็คือ ด้วยความที่ตัวหนังทั้งเรื่องนั้นให้เวลากับการปูที่มาของคิงส์แมนอย่างเต็มที่ โดยมีแกนของประวัติศาสตร์โลกมาขับเคลื่อนเรื่องราว ถ้าใครที่พอจะรู้ปูมหลังอยู่แล้วน่าจะดูแล้วอินได้ไม่ยาก แต่สำหรับคนที่ยังไม่เข้าใจปูมหลังประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 1 ก็อาจจะรู้สึกว่าตัวหนังแอบเนือย ๆ ไปนิด กว่าจะเดินเรื่องมาถึงจุดที่ดยุกอ็อกซ์ฟอร์ดได้ก่อตั้งหน่วยคิงส์แมนขึ้นมาแล้ว ก็ถือว่าใช้เวลานานเกือบทั้งเรื่องอยู่เหมือนกัน

สรุปโดยรวม จริง ๆ กระแสคนดูในต่างประเทศสำหรับภาคนี้ค่อนไปทางลบนะครับ เรียกว่าแทบจะซ้ำรอยกับภาค 2 หรือภาค The Golden Circle เลยแหละ แต่สิ่งที่ผู้เขียนเองอยากจะบอกหลังจากดูก็คือ สำหรับภาคนี้ส่วนตัวผู้เขียนเองคิดว่าเกินคาดครับ และ ชอบมากกว่าภาค 2 ด้วยซ้ำ สำหรับแฟน ๆ สายลับคิงส์แมน หนังเรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นการเติมเต็มจักรวาลสายลับ Kingsman ที่น่าจะสมกับการรอคอยหลังจากเลื่อนฉายมาตั้งแต่ปีที่แล้วนะครับ

เพราะตัวหนังเองก็เต็มไปด้วย Easter Egg และ ที่มาของสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับหน่วยคิงส์แมนเอาไว้ได้แบบแทบจะครบถ้วน (เพียงแต่ว่าต้องให้หนังปูเรื่องนานหน่อย) และ สำหรับคอประวัติศาสตร์ หนังเรื่องนี้ก็น่าจะถูกใจในแง่ของการหยิบเอาประวัติศาสตร์มาบิดใหม่ให้น่าสนใจขึ้น จนเรียกได้ว่า หนังเรื่องนี้น่าจะเป็นสปินออฟที่ต่อยอดไปสู่จักรวาลหนังสายลับ Kingsman ได้อย่างน่าสนใจ และ น่าไปดูซ้ำเก็บรายละเอียดอยู่เหมือนกันครับ เว็บหนัง

จุดเด่น

  • เติมมุมมองของหนังสายลับในแบบฉบับของ Kingsman ได้น่าสนใจโดยไม่ต้องอ้างอิงชื่อเสียงจากภาคหลักมากนัก
  • ดัดแปลง และ ยั่วล้อเกร็ดสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้น่าสนใจดี คอประวัติศาสตร์น่าจะชอบ
  • พาร์ตแอ็กชันยังทำได้ดี ไม่ได้เน้นความไฮเทค และ เทคนิคแพรวพราวจัดจ้าน แต่เน้นลูกเล่นหวือหวา และ มุมกล้องแปลกใหม่

จุดสังเกต

  • ปูเรื่องสู่การกำเนิดคิงส์แมนค่อนข้างนาน คนไม่ชอบประวัติศาสตร์อาจรู้สึกว่าน่าเบื่อ
  • ตัวหนังยังเล่าแบ็กกราวนด์ และ เล่าเรื่องฝั่งตัวร้ายได้ไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่
  • การเผยโฉมตัวร้าย “ตัวจริง” ยังไม่ค่อยว้าวเท่าที่

รีวิว Top Gun Maverick

รีวิว Top Gun Maverick

รีวิว Top Gun Maverick

รีวิวหนังมาใหม่ สวัสดีครับหนังเรื่องนี้เป็นหนังปี 2022 วันนี้แอดเลยอยากจะมารีวิวความรู้สึกหลังดูหนังเรื่องนี้ เป็นเรื่องปกติของฮอลลีวูดที่มักจะฟื้นคืนชีพ ที่ได้รับการันตีจากหลายๆสื่อ หลายๆสำนักว่าครบเครื่องครบอารม ต่อลมหายใจหนังดังยุคอดีต เสียงก่นด่า อย่างน้อยที่สุดหนังเรื่องนั้นก็ได้ทำหน้าที่ ไม่ว่าสุดท้ายผลลัพธ์จะเป็นการกลับมาที่ได้รับคำชื่นชม หรือ ไม่แอดก็ชอบเรื่องนี้มาก ๆ

รีวิว Top Gun Maverick

พาคนรุ่นเก๋าให้ย้อนกลับไปยังช่วงเวลาที่อยู่ในความทรงจำ ขณะที่คนยุคปัจจุบันก็ได้โอกาสในการเสพความเป็นตำนาน.. ล่าสุดกับ Top Gun Maverick (ท็อปกัน: มาเวอริค) ก็คือ หนังภาคต่อของ Top Gun ( ท็อปกัน ฟ้าเหนือฟ้า ) ที่ผ่านกาลเวลากว่า 3 ทศวรรษ จนกลายเป็นตำนาน เช่นเดียวกับพระเอกของเรื่อง ทอม ครูซ เว็บดูหนัง

รีวิว Top Gun Maverick

รีวิวหนังมาใหม่Top Gun Maverick ( ท็อปกัน: มาเวอริค ) เล่าเรื่องราวของ พีท “มาเวอริค” มิทเชลล์ (ทอม ครูซ) นักบินระดับสูงของกองทัพเรือที่มุ่งมั่นกับการท้าทาย และ ยกระดับการบินมานานกว่า 30 ปี กระทั่งเขาได้รับหน้าที่สำคัญในการฝึกสอนหน่วย Top Gun ที่เต็มไปด้วยนักบินเลือดใหม่ชั้นยอด เพื่อคัดเลือกผู้ที่พร้อมที่สุดในการปฏิบัติภารกิจพิเศษที่มีเป้าหมายคือต้องสำเร็จเท่านั้น แต่โอกาสรอดชีวิตเป็นศูนย์! ภารกิจของครูฝึกที่น่าหนักใจนี้ ยิ่งหนักหนาขึ้นเป็นทวีคูณเมื่อหนึ่งในนักบินคือ “รูสเตอร์” ( ไมล์ส เทลเลอร์ ) ลูกชายของเพื่อนรักที่เสียชีวิตไปแล้ว นั่นทำให้เขาต้องพยายามวางแผน และ ฝึกฝนเพื่อให้หน่วย Top Gun พร้อมทำภารกิจ และ รอดชีวิตมาให้ได้ เพื่อชดเชยความรู้สึกผิดที่อยู่ในใจตลอดชีวิตการบินของเขา..

รีวิว Top Gun Maverick

เชื่อว่าหลายคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ น่าจะไม่เคยดู Top Gun ( ท็อปกัน ฟ้าเหนือฟ้า ) ในโรงภาพยนตร์ แต่ก็คงได้มีโอกาสดูผ่านจอทีวีไม่ก็จอคอมฯ เช่นเดียวกับผู้เขียน แต่ไม่รู้ว่าเพราะการดูผ่านจอคอมฯ หรือ วิธีการนำเสนอของหนังยุค 80 กันแน่

ที่ทำให้ส่วนตัวไม่ได้รู้สึกชอบอะไรเป็นพิเศษกับหนังเรื่องนี้ แม้จะแอบทึ่งกับการถ่ายทำในยุคสมัยนั้น ที่นำเสนอภาพการบินบนน่านฟ้าที่ให้ความรู้สึกสมจริง และ ได้เห็นนักแสดงที่หลายคนกลายเป็นตำนานไปแล้วแสดงในหนังเรื่องนี้ก็ตามที

Top Gun Maverick ( ท็อปกัน: มาเวอริค ) ภาคต่อที่ครั้งนี้ได้โอกาสดูบนจอภาพยนตร์ IMAX กลับเป็นความสนุก และ บันเทิงไปกับแอ็กชันบินไล่ล่าที่เต็มไปด้วยความลุ้นระทึกของสถานการณ์ที่บีบคั้นกดดัน ผ่านการนำเสนอที่รวดเร็ว รุนแรง ด้วยเทคนิคถ่ายทำในยุคปัจจุบัน ให้ความรู้สึกราวกับเราเข้าไปนั่งอยู่ใน Cockpit หรือ ห้องคนขับเครื่องบินก็ไม่ปาน ยิ่งได้ระบบเสียงรอบทิศทาง จนรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของเบาะนั่งขณะที่ดู ยิ่งเพิ่มความอินไปกับฉากตรงหน้ามากยิ่งขึ้น

รีวิว Top Gun Maverick

ลงท้ายกลายเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำอีกครั้งในการดูหนังบนจอภาพยนตร์ ที่การดูบนจอทีวี หรือ จอคอมฯ ไม่มีทางมอบความรู้สึกนี้ให้ได้แน่ ๆ ตอกย้ำว่าหนังบางเรื่องมันถูกสร้างขึ้นมาให้เหมาะกับดูบนจอภาพยนตร์เพื่อประสบการณ์ที่ดีที่สุดหากใครไม่เคยดูภาคแรกมาก่อน ไม่มีความจำเป็นต้องดูภาคต้นเพื่อเตรียมตัวแต่อย่างใด หนังให้เวลามากพอที่จะปูเรื่องราวให้คนดูได้เข้าใจที่มาที่ไป ว่าทำไมมาเวอริคถึงเป็นตำนาน ความบาดหมางกับรูสเตอร์ ที่สถานะไม่ต่างจากพ่อ-ลูก

ที่มีปัญหาผิดใจกัน อีกทั้งยังตั้งคำถามสำคัญ ว่ายุคสมัยที่เทคโนโลยีก้าวกระโดดรวดเร็วขนาดนี้ นักบินแบบมาเวอริค ยังจำเป็นอีก หรือ ไม่? ซึ่งตรงนี้คือจุดสำคัญที่ช่วยผลักดันเรื่องราว เป็นการท้าทายของยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงที่มาเวอริคต้องเผชิญหน้าการบ่มเพาะผ่านกาลเวลา ทำให้ทุกอย่างใน Top Gun ที่กำกับโดย โทนี สก็อตต์ กลายเป็นตำนาน เป็นเส้นทางให้ Top Gun Maverick ที่กำกับโดย โจเซฟ โคซินสกี้ ที่เคยผ่านงานกำกับอย่าง Tron: Legacy และ Oblivion

ได้เดินตาม ทั้งวิธีการนำเสนอ เพลง ฉากคลาสสิกอย่าง ฉากขี่มอเตอร์ไซค์ หรือ แม้กระทั่งฉากเล่นกีฬาที่ชายหาด ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นดั่ง Nostalgia ให้แฟนหนังยุค 80 ได้หวนคิดถึงช่วงเวลาเมื่อครั้งอดีตในทุกครั้งที่ได้ดูหนังของ ทอม ครูซเรามักจะอินไปกับการแอ็กชันของเขา แต่ครั้งนี้ด้วยฉากแอ็กชันที่เป็นการขับเครื่องบินรบ ทำให้เงื่อนไขทางแอ็กชันเปลี่ยนไป ทอม ครูซ ต้องถ่ายทอดฉากแอ็กชันผ่านทางแววตาเป็นสำคัญ ดูหนัง

จึงอย่าแปลกใจหากครั้งนี้เราจะอินไปกับการแสดงของเขา ซึ่งทีมเขียนบทที่ประกอบไปด้วย เออเรน ครูเกอร์, เอริค วอร์เรน ซิงเกอร์ และ คริสโตเฟอร์ แมคควอร์รี่ ( มือเขียนบทคู่บุญ ทอม ครูซ ) 

มีส่วนไม่น้อยเลยในการสร้างเรื่องราวภาคต่อ ที่ดูไม่ฝืน และ เข้มข้นในแบบที่ภาคต่อควรจะเป็น ที่ช่วยยกระดับฉากแอ็กชัน และ การแสดงที่เต็มไปด้วยดราม่าให้ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม และ งดงาม

บทสรุป Top Gun Maverick

รีวิวหนังมาใหม่ภาพรวมของ Top Gun Maverick ( ท็อปกัน: มาเวอริค ) ถือว่าน่าพอใจมาก ๆ เป็นหนังดูง่าย เข้าถึงง่าย โดยเฉพาะกับฉากแอ็กชันบนน่านฟ้าที่สมจริงและน่าตื่นตาตื่นใจ และเรื่องราวที่สานต่อได้อย่างมีเนื้อหนังไม่ตื้นเขิน

เชื่อว่านี่จะเป็นอีกหนึ่งหนังภาคต่อที่ได้รับการยกย่องในอนาคต และ ที่บอกไปครับฉากแอคชั่นที่ถูกพัฒนา ขึ้นมาเพื่อให้ถูกจริตของคนรุ่นใหม่ อัดจังหวะที่มันตื่นเต้นมากขึ้น ตัดต่อฉึบฉับมากขึ้นโดยยังคงความงามแบบเวอร์ ๆ ของเครื่องบินรบขับไล่กันกลางเวหาแบบภาคแรกไว้ โดยภาคนี้ได้ไอเดียบ้าแต่โคตรสร้างสรรค์ของ เคลาดิโอ มิแรนดา ผู้กำกับภาพของหนัง ที่มัดกล้อง 6 ตัวไว้ในห้องนักบินที่ให้ภาพสุดตื่นตาตื่นใจยากจะหาหนังเรื่องไหนถ่ายทอดความตื่นเต้นของการบินขับไล่ได้เท่าหนังเรื่องนี้อีกแล้ว ที่สำคัญฉากขับเครื่องบินกลางเวหา

ป๋าครูซลงทุนแสดงเอง ขับเอง บินเอง แบบบินจริง ๆ นะ เพื่อความสมจริงที่สุดอีกต่างหาก และ ไม่ใช่แค่บู๊เพราะความดราม่า การสนทนาที่ต้องเคลียร์ปมในใจ ก็ใส่เข้ามาได้ดี และ มันดึงอารมณ์ของเราให้พักจากความตื่นเต้น เป็นความรู้สึกอึดอัด กระอั่กกระอ่วน (เพราะอินหนังนะ) ได้ดีจริง ๆ ครับ เอาเป็นว่า Top Gun : Maverick ครบเครื่องสำหรับหนังแอคชั่น “โคตรดี” สักเรื่องที่ควรค่าแก่การไปดู และ อย่างที่ผมบอกว่านี่คือหนังที่ดีที่สุดเรื่แงหนึ่งที่ได้ดูมาตั้งแต่เข้าปี 2022 นี้มาเลยครับ

เหนืออื่นใดที่น่ายกย่องเป็นพิเศษ คือ นักแสดงอย่าง ทอม ครูซ ที่ผ่านกาลเวลาไปกี่ทศวรรษ เขาก็ยังคงอยู่ตรงนี้ บนเส้นทางของนักแสดง อาชีพที่ยังผลิต และ ถ่ายทอดผลงานระดับสูงมาให้แฟน ๆ ได้ติดตามอย่างต่อเนื่อง จะว่าไปเส้นทางการแสดงของทอม ครูซ ก็คล้ายกับเส้นทาง นักบินชั้นยอดของมาเวอริค วันหนึ่งก็คงถึงเวลา ที่รุ่นใหม่จะก้าวขึ้นมา ทาบรัศมี ไม่ก็ถึงวันที่พลังการแสดง ของเขาอ่อนลง และ นั่นคงเป็นสัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาที่อาชีพการแสดงของทอม ครูซ ต้องแลนดิ้งลงจอดเสียที.. แต่หากใครที่ได้ดู Top Gun Maverick จบ เชื่อว่าก็คงรู้สึกเช่นเดียวกันกับผู้เขียนว่า “ใช่ วันนั้นสักวันคงมาถึง แต่..ไม่ใช่วันนี้” เว็บหนัง